องค์การบริหารส่วนตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
ติดต่อ โทร.054-209703
เมนู

ใครเล่าจะปลูกข้าว (ให้เรากิน)

2017-09-25 14:59:08 อ่าน 480 ครั้ง

27 ต.ค. 57

 

          สมัยที่เราเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาเมื่อช่วยปี พ.ศ. 2521 – 2526 ในวิชาสังคมศึกษา มักจะได้ยินครูพูดอยู่บ่อยๆว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ” ซึ่งก็หมายความว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของไทย มากกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพการทำนา ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของคนไทย เมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นแหล่งผลิตข้าวส่งไปขายทั่วโลก

 

 

          เรื่องราวของชาวนาถูกนำมาถอดบทเรียน ศึกษาค้นคว้า วิจัย กันอย่างแพร่หลาย นโยบายการค้าข้าว นโยบายการส่งเสริมและช่วยเหลือชาวนาถูกกำหนดออกมามากมาย ทั้งจาก นักการเมือง นักวิชาการ ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะด้าน ปีแล้วปีเล่าที่การช่วยเหลือจากภาครัฐมีมาถึงชาวนา แต่ความเป็นอยู่และฐานะของชาวนาก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมายนัก บางรายกลับแย่ลง มีข้อมูลที่น่าสนใจจากงานวิจัยของ TDRI ว่าชาวนาไทยที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะยากจน มีประมาณ 7.7 ล้านคน ที่อยู่ในกลุ่มที่มีฐานะปานกลางและร่ำรวย มีประมาณ 9.9 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2555 และเมื่อพิจารณาประกอบกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาจะพบว่า ผลประโยชน์ของโครงการนี้ กรณีข้าวนาปีผลประโยชน์ 80% ตกอยู่กับชาวนาฐานะปานกลางและร่ำรวย และกรณีข้าวนาปรังผลประโยชน์ 92 % ก็ตกอยู่กับชาวนาฐานะปานกลางและร่ำรวยเช่นเดียวกัน นั่นแสดงให้เห็นว่า ชาวนาไทยที่มีฐานะยากจนอาจจะยากจนลงไปอีกเพราะเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือจากโครงการหรือนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อล้ำขึ้นในสังคมชาวนาไทย ผู้ถูกขนานนามว่า “กระดูกสันหลังของชาติ”

 

          อาจจะดูหนัก ๆ ไปสำหรับเรื่องของพี่น้องชาวนา ลองหันกลับมาดูการทำนาที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราในองคาพยพขององค์การบริหารส่วนตำบลนาสักดูบ้างนะครับ ในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลนาสักส่วนใหญ่การทำนาจะเป็นการทำเพื่อเก็บไว้กินเองโดยการทำนาปี (อาจมีขายบ้างเพื่อนำเงินมาเป็นทุน) และมีบางพื้นที่อาจจะทำนาปรังได้ด้วย เช่น บ้านแม่จาง บ้านข่วงม่วง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่จะผันเข้าพื้นที่การเกษตรได้อย่างพอเพียงจึงทำให้เป็นการทำนาเพื่อขายด้วย

 

         การทำนาปัจจุบันนี้ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพราะอาศัยช่วยกันเอาแรง สามวันนี้ช่วยงานเจ้าของนาแปลงนี้ หมดจากแปลงนี้ไปช่วยเจ้านั้น เสร็จเจ้านั้นเขาก็มาช่วยเรา เป็นการพึ่งพาอาศัยกัน แต่ตอนนี้เพราะความเหนื่อยยากในการทำนา คนที่มีทางเลือกก็จะเลือกทำงานที่สบายกว่าไปรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมหรือจ้างแรงงานที่เหนื่อยน้อยกว่า ทำให้การทำนาขาดแรงงาน ที่เคยเอาแรงกันก็ไม่ได้เอาแรงเพราะคนไม่พอ ส่งผลไห้ต้องจ้างแรงงานมาทำนา ซึ่งปัจจุบันต้องจ้างกันถึงค่าแรงขั้นต่ำคือวันละ 300 บาททีเดียว แม้จะจ้างกันขนาดนี้แล้วก็ยังหาคนมาทำงานยากยาก ทำให้การทำนาไม่ง่ายอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว จ้างแล้วต้องเลี้ยงข้าวเลี้ยงอาหาร (แถมเหล้าอีก) ถ้าจะสะดวกหน่อยก็ต้องจ้างเหมากันยกแปลง นอกจากค่าจ้างแรงงานแล้วยังจะมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ข้าวนาปี ปลูกโดยการปักดำต่อไร่ (โดยประมาณ) ค่าเหมาเตรียมแปลง 1,800 บาท ค่าเมล็ดพันธ์ 250 บาท ค่าปุ๋ยและสารกำจัดแมลง 500 บาท ค่าแรงงาน 3,600 บาท รวม 6,150 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

 

          ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวนาถูกส่งไปเรียนหนังสือในโรงเรียนดัง ๆ เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพราะต้องการให้ลูกหลานมีความรู้จะได้ทำงานที่ดี ๆ (คืออะไร) ไม่ต้องมาลำบากกรำแดดฝนเหมือนพ่อแม่ แต่ก็ยังมีลูก ๆ อีกหลาย ๆ คนที่ยังกลับมาช่วยพ่อแม่ทำนา... ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ... ที่ลูก ๆ เหล่านั้นไม่ลืมอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ... และควรจะทำเช่นนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะการทำนาเป็นอาชีพที่คู่กับเอกราชของชาติไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน... แต่ปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้คือ ... เมื่อหมดคนรุ่นนี้แล้ว ใครจะมาทำนา... การทำนาจะกลายเป็นธุรกิจตกอยู่ในมือของนายทุนต่อไปหรือไม่... ถึงวันนั้น... เราคงจะไม่ได้เห็นวิถีชีวิตการทำนาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป... แล้วใครจะปลูกข้าว (ให้เรากิน)

 

คชสีห์
(02 11 2014 | 22:46:38)